[SF] You and me (one short)
posted on 11 Jun 2009 19:27 by shinz-fanfic in 02-Shortfic
Yeah!! Welcome to my new blog.
ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่บลอคที่จะเก็บรวบรวมเพียงชอร์ตฟิคของ shin-dragon...อ่าไม่อยากทำอะไรให้เป็นทางการมาก เพราะหลายๆคนก็คงจะตามมาจากบลอคนู้นกันใช่มะ หรือบางคนอาจจะบังเอิญมาเจอ แต่จะยังไงก็แล้วแต่ ยินดีต้อนรับจริงๆนะครับ
บลอคนี้จะเป็นบลอคที่กูชินเขียนเฉพาะชอร์ตฟิคเท่านั้น อาจจะตอนเดียวจบหรือสองถึงสามตอนจบ ไม่เกินนั้นนะครับ บางเรื่องเนื้อหาจะแปลกไปจากเดิมบ้าง อ่านๆไปอาจจะไม่คุ้นว่านี่กูชินแต่งจริงๆหรอ ไม่ใช่ฝีมือการเขียนที่ดีขึ้นหรอกนะครับ = =" (ยังต้องฝึกฝนอีกเยอะ) แต่จะเป็นการเขียนแบบ PG-13 แหละ อ้อ! ไม่ได้จะเปลี่ยนแนวหรอกนะครับ เพียงแต่ว่า PG-13 นี่จะเป็นบางเรื่องเท่านั้น โห ถ้ากูชินเขียน PG-13 จะมีคนอยากอ่านอยู่รึป่าวน่ะ มันเหมือนไม่ใช่กูชินเลยใช่มะ 55++ ก็แปลกใหม่ดีออกครับ กูชินเองก็อยากเขียนเรทที่มันต่ำๆลงหน่อย ก็เหมือนเริ่มต้นใหม่เลยอ่ะเนอะ รู้สึกแปลกๆแล้วก็เกร็งๆอยู่เหมือนกันแฮะ....
ไม่อยากทำให้มันดูเป็นการเป็นงานมากเลยอ่ะ ถือว่าเป็นกันเองดีกว่า ถ้าต้องใช้ภาษาเอ่อ....(หยาบๆ) หน่อย หวังว่าจะเข้าใจกันนะครับ คือตัวกูชินเองก็ไม่ใช่ไม่มีมารยาท ไม่ใช่ไม่รู้จักกาลเทศะ เพียงแต่การเป็นตัวของตัวเองในพื้นที่สาธารณะอย่างน้อยเราก็คอยจะขออนุญาตไว้ก่อนจะได้ไม่เข้าใจผิดๆกันไปเนาะ แต่ถ้ามีอะไรก็แนะนำได้เสมอนะครับ ถูกก็ว่าตามถูก ผิดก็ว่าตามผิด (มาอารมณ์ไหนวะเนี่ย!)
เอาเป็นว่า.....(พล่ามมายาวละ อะไรมากมายก็ไม่รู้) กูชินขอเปิดบ้านใหม่นี้พร้อมกับ Shortfic เรื่องใหม่ของกูชินเลยแล้วกันนะครับ เหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่ ยังไงก็คอมเมนท์ได้ครับ หรือถ้าแค่อยากอ่านผ่านๆไม่อยากคอมเมนท์ก็ไม่เป็นไรครับผม ^_________^
Title: [SF] You and me (One-short)
Author: Shin-Dragon
Paring: Tempo*G-dragon
Rate: PG-13
เคยมีหลายๆคนถามผม ว่าความรักคืออะไร? ถ้าเป็นคนอื่นก็คงจะมองว่าความรักคือสิ่งที่สวยงาม คือการให้และการเสียสละ เข้าใจซึ่งกันและกัน คนสองคนถ้าจะรักกันได้คุณสมบัติเหล่านั้นก็พึงจะมี ผมก็คิดแบบนั้นและคิดมาตลอด จนกระทั่งที่ผมได้เจอกับใครคนหนึ่ง ซึ่งเขาได้เข้ามาเปลี่ยนความคิดของผมเสียใหม่ ว่าการจะรักใครสักคนนั้น ความหมายของความรักที่สวยงามก็ไม่ได้จำเป็นเสมอไป ผมกับเขาออกจะต่างกันมากเสียด้วยซ้ำ เขาไม่ใช่ผู้หญิงที่น่ารักหรือสวยงามอย่างที่ผู้ชายทุกคนจะต้องอิจฉาผม สำหรับผมเพื่อนๆหลายคนเองก็ยังแปลกใจและไม่รู้ว่าทำไมผู้ชายที่หน้าตาคมเข้มแบบผม ถึงได้มีความรักกับผู้ชายด้วยกัน ซึ่งผมคิดว่าการจะมีความรักได้นั้นมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคนที่เราจะรักนั้นต้องเป็นเพศตรงข้ามกับเราเท่านั้น แต่ก็มีผู้หญิงหลายคนที่โอดครวญทุกครั้งเมื่อผมเดินผ่าน พวกเธออดจะเสียดายผมไม่ได้ บางคนก็บอกว่าผมควรจะมีความรักที่ดีกว่านี้ บางคนก็ถามว่าผมมีความสุขดีหรอ ตัวผมเองยังอดแปลกใจไม่ได้เลย....แต่ผมมีความสุขจริงๆนะ ขอแค่มีผมกับเขาเท่านั้นต่อให้ต้องเจออะไรและคำถามน่าเบื่อแค่ไหนผมก็ยังคงจะยิ้มตอบกลับไปได้อย่างสบายใจทุกครั้ง
พรึ่บ!!
“โอ๊ย!....ร้อนเป็นบ้า เอาน้ำมากินหน่อยสิ” ผมละสายตาจากโน๊ตบุ๊คเครื่องเล็กแล้วหันไปมองคนที่นั่งลงข้างๆผมอย่างทันที ข้างขมับมีน้ำเม็ดเล็กๆเกาะพราวไปแทบทั่วทั้งหน้า มือเล็กพัดโบกเอาความเย็นเข้าสู่ร่างกาย พร้อมเสียงหอบแฮ่กๆ แต่ก็ยังออกคำสั่งขอกินน้ำด้วยเสียงกึ่งคนอารมณ์หงุดหงิดได้อีก
“ชักช้าว่ะ....” ผมมองตามมือเล็กที่คว้าหยิบเอาแก้วน้ำมอคค่าของผมที่เพิ่งซื้อมานั่งกินรอเขาเมื่อไม่นานนี้เอง เขาดูดเอาจนแทบไม่ยอมละออกจากหลอดน้ำสีหวานนั่น ท่าทางจะเหนื่อยมากน่าดู ผมถึงได้เงียบไม่อยากขัดใจอะไรขึ้นมา
“ทำงานของนายไปสิ...แต่ฉันขอพักแปบนึงนะ เหนื่อยมากเลย ร้อนก็ร้อน ไม่ไหวแล้ว....” ผมยิ้มตอบกลับไปให้ ก่อนจะหันมาสนใจกับโน๊ตบุ๊คตัวเก่งที่เปิดหน้าโปรแกรมทำงานค้างเอาไว้ ผมรู้สึกถึงน้ำหนักของศีรษะเล็กที่วางบนไหล่ข้างซ้ายของผม พร้อมกับเสียงพึมพำเบาๆอย่างน่ารัก
“รอนานมั้ย?”
ผมส่ายหัวให้เบาๆ และร่างเล็กๆนั่นก็รู้ดีว่าคำตอบก็คือไม่นาน...หรือถ้าจะให้นานกว่านี้ผมก็รอได้อยู่แล้ว
“ทำไมชอบเล่นเป็นคนใบ้เรื่อยเลย ปากมันหนักมากรึไงห๊ะ?” ข้อนิ้วเรียวเกลี่ยที่ริมฝีปากของผมอย่างหยอกล้อ ผมก้มหน้าลงประสานสายตากับคนตัวเล็กที่ตอนนี้เปลี่ยนมายึดตักของผมเป็นหมอนหนุนนอนแทนซะแล้ว
“ถ้านายจะช่วยจูบสักหน่อย ก็คงจะเบาขึ้นเยอะเลย”
“ประสาท...ใครจะไปทำ ชิ!” ผมหัวเราะในลำคอเบาๆกับท่าทางน่ารักๆนั่น นี่ไงล่ะสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขอย่างที่ใครก็ไม่สามารถรับรู้ได้
“ขำอะไร...เงียบไปเลย ทำงานของนายให้เสร็จเถอะไป...ตาใบ้!!” ท้ายประโยคของคนตัวเล็กทำให้มือของผมกระตุกอย่างช่วยไม่ได้
“โอ๊ย!...มันเจ็บนะเว่ย หยิกทำไมเนี่ย!?” ผมละมือออกจากแก้มใส ก่อนจะเห็นเป็นรอยแดงเล็กๆที่พวงแก้ม แค่หยิกแค่สะกิดเบาๆก็เป็นรอยซะแล้ว คนอะไรผิวบางชะมัด
“มือมันไปเอง..ฉันไม่ได้สั่งให้มันทำสักหน่อย”
“อ้ะ...โอ๊ยๆๆ เจ็บนะ เฮ้ย! อย่าหยิกเด่ะ...มันเจ็บบบบ จียง!” ผมร้องเสียงหลง ทำเอาคนในละแวกตึกคณะที่นั่งจับกลุ่มกันอยู่หลายๆโต๊ะหันมามองกันหมด
“มือมันไปเอง ฉันไม่ได้สั่งให้มันทำสักหน่อย” ประโยคเดี๋ยวกันกับของผมเป๊ะ....แต่ทำไมคนพูดช่างย้อนกันน่ารักๆแบบนี้เลยนะ
“ถ้าปากฉันไปเองบ้าง...ใครบางคนแถวนี้ได้ตัวแดงอับอายคนแน่ๆ”
“กล้าไปมั้ง....” ลากเสียงยาวท้ายประโยคแบบนั้นเขาเรียกท้าทายไม่ใช่หรอ?
“พูดแบบนี้แสดงว่าอยากตัวแดง?” ร่างเล็กๆที่นอนอยู่บนตักลุกขึ้นนั่งทันที เมื่อผมใช้สายตาจริงจังจ้องมอง รู้ทันกันอีกแล้วสิ ถึงคราวเอาจริงทีไรเป็นต้องรอดตัวไปได้ทุกที แบบนี้ผมก็อดทำให้ใครบางคนอับอายคนทั้งคณะจนได้
“อ่ะ...นั่นไง~ ยังไม่ได้ทำอะไรเลย หน้าแดงไปหมดแล้วดูสิ” ผมได้ทีก็ล้อคนตัวเล็กเข้าไปใหญ่ มือเล็กๆตะปบเข้าที่แก้มของตัวเองทั้งสองข้างเหมือนจะห้ามไม่ให้มันแดงได้อย่างนั้น เพราะไม่อยากให้ผมได้ล้ออะไรอีก
ตุ่บตั่บ!
“อึ่ก!” กำปั้นเล็กๆทุบลงที่กลางหลังของผมอย่างจะเอาคืนที่ถูกล้อให้อับอาย ผมใช้สายตาคมดุจ้องเหมือนเสืออยากจะตะครุบลูกแมว แต่ร่างเล็กๆก็ลุกพรวดขึ้นยืนอย่างทันที
“ไปทำงานต่อแล้ว...ให้ตายสิคิดผิดหรือคิดถูกกันแน่ที่มาหานายเนี่ย”
“เดี๋ยวจียง!”
“อะไรอีก...ถ้าอ้าปากพูดได้แล้วทำให้คนอื่นอับอายเนี่ย หุบปากไปเลยนะ” วาจาก็ยังดูน่ารักสมกับบุคลิกจริงๆ
“งานเหลืออีกเยอะรึป่าว ให้ช่วยมั้ย?” ผมถามเพราะเห็นว่าจียงดูจะเหนื่อยมากแล้วจริงๆ ตัวก็บอบบางแค่นั้นทำไมจะต้องรับผิดชอบทำนู้นนี่มากมายด้วยนะ ไม่รู้เลยรึไงว่าคนเขาเป็นห่วงน่ะ
“แค่ช่วยรอกลับพร้อมกันก็พอแล้ว...อ่ะ! ถ้ามีสาวๆมานั่งเป็นเพื่อนด้วยก็ไม่ว่านะ......” ผมมองตามคนตัวเล็กที่เดินเสยผมกลับเข้าไปในตัวตึกจนลับตา ก่อนจะถอนหายใจพรืดออกมา สาวๆที่ไหนจะกล้ามานั่งกับเขาอีก...ก็เล่นรู้กันไปแทบทั่วมหาวิทยาลัยแล้วว่า ชเว ซึงฮยอนคบกับผู้ชายน่ารักๆคนหนึ่งของคณะนิเทศฯไปแล้วน่ะ
…………………..
…………………………
“ไปกินข้าวร้านไหนดี?” ผมถามขณะที่กำลังบังคับพวงมาลัยรถอยู่บนถนนสายหลักของตัวเมือง สายตาจับจ้องที่ร้านข้างทาง ซ้ายบ้างขวาบ้างสลับกับมองการจราจรบนท้องถนน
“ไม่กินแล้ว ไม่หิว...” ผมหันกลับมามองร่างเล็กๆที่นั่งท้าวแขนพิงกับกระจก น้ำเสียงแบบนั้นหงุดหงิดอะไรมาอีกนะ
“ก็ก่อนจะกลับยังร้องว่าหิวอยู่เลย”
“แต่ตอนนี้ไม่หิวแล้ว อยากกลับบ้าน ถ้านายหิวก็ช่วยไปส่งฉันก่อนแล้วกัน...ขอบคุณ” มาอีกแล้วอารมณ์เอาแต่ใจแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจของผมสักนิด เพราะจียงก็เป็นแบบนี้ เดี๋ยวอารมณ์ดี เดี๋ยวหงุดหงิด คงเพราะงานที่เพิ่งทำเสร็จไปวันนี้แหละ ถึงได้เปลี่ยนอารมณ์ปุบปับไป
“ช่วยดูแลตัวเองให้มากกว่านี้ได้มั้ย...นายผอมเกินไปแล้วนะ” และผมก็จะเป็นอย่างงี้ทุกทีที่จียงอารมณ์เสียเหมือนกัน
“ยุ่ง!....ฉันบอกไม่หิวก็คือไม่หิว อย่าพูดมากได้มะ?” ผมถอนหายใจก่อนจะตัดสินใจหักรถเข้าข้างทาง เมื่อรู้สึกว่าต้องพูดกับเขาให้รู้เรื่องกว่านี้สักหน่อย
“แล้วจะจอดทำไมเล่า!” น้ำเสียงยิ่งเพิ่มความหงุดหงิดใส่ผมมากขึ้น ใบหน้ากลมมนหันมามองผมอย่างเต็มตา คิ้วขมวดมุ่นเหมือนคนคิดไม่ตกแบบนี้จะให้ผมมองผ่านเฉยๆเหมือนไม่รู้สึกอะไรได้หรอ
“ให้นายสงบสติอารมณ์สักหน่อย” ผมจ้องกลับเข้าไปในดวงตาที่ทอประกายแสงระยิบระยับ ก่อนที่เจ้าของดวงตาคู่นั้นจะเสหลบมองไปข้างทางอย่างไม่สนใจ
“ฉันไม่ได้บ้านะ...” น้ำเสียงฟังดูดีขึ้นกว่าตอนแรกมากๆ แต่ก็ยังไม่คลายจากความหงุดหงิดอย่างที่ควร
“มีเรื่องอะไรให้ต้องคิดมากรึไง บอกแล้วไม่ใช่หรอว่ามีอะไรก็ให้บอก”
“ไม่มี....ไม่มีๆๆๆ ได้ยินมั้ยว่า ไม่-มี!” เน้นย้ำท้ายประโยคช้าๆ แล้วก็หันกลับไปถอนหายใจหงุดหงิดอีกเหมือนเดิม คนไม่มีเรื่องที่ไหนจะนั่งถอนหายใจทิ้งไปแบบนั้น
“ขี้เกียจจะตอแยด้วยแล้ว...ท่าทางแบบนี้คงไม่อยากกลับคอนโดกับฉันแล้วใช่มั้ย งั้นเดี๋ยวจะไปส่งที่บ้านละกัน” ผมก็เป็นแบบนี้ ทนอะไรได้นานเสียเมื่อไหร่ ห่วงก็ห่วงแต่ถ้าโดนเข้ามากๆก็เลิกยุ่งไปจนในที่สุดน่ะแหละ
“ขอบใจ...” คำพูดสั้นๆห้วนๆ เมื่อผมจอดรถที่หน้าบ้านของเขาแล้ว แต่ผมกลับไม่ยอมปลดล็อกประตูให้คนตัวเล็กได้ออกไปไหน ใบหน้ากลมใสจึงหันกลับมามองผมด้วยสายตากร้าว กำลังจะอ้าปากวีนใส่ผมอีกรอบแต่ผมกลับพูดขัดขึ้นเสียก่อน
“เรื่องเล็ก.....ฝันดีละกัน อ้อ! พรุ่งนี้ห้ามตื่นสายนะ ฉันจะมารับ”
“ไม่ต้อง...เดี๋ยวฉันไปเอง” ผมยักไหล่อย่างไม่สนใจ ถึงเขาจะบอกผมว่าจะไปเอง แต่ผมก็มารับทุกวันที่เขากลับมานอนบ้านอยู่ดี ผมปลดล็อกให้คนตัวเล็กลงจากรถแล้วเหยียบคันเร่งออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงไฟท้ายของรถให้เจ้าของบ้านมองก่อนจะเดินหายเข้าไปในรั้วบ้าน
“อ้าว....ทำไมวันนี้ได้กลับบ้านล่ะ ซึงฮยอนไปไหน ไม่ได้มาด้วยกันหรอ?”
“กลับไปแล้วครับ” ท่าทางอารมณ์ปึงปังก็ยังไม่ลดละ จนผู้เป็นแม่ต้องเหล่มองด้วยความสงสัยในตัวลูกชายของเธอ
“ทะเลาะกันรึไง?”
“ไม่นี่ครับ...” ตอบเพียงแค่นั้นแล้วก็พาร่างของตัวเองเดินขึ้นบันไดชั้นสองของบ้าน ก่อนจะผลุบหายเข้าไปในห้องนอนด้วยอารมณ์ไม่สู้ดี
“พิลึกจริงคู่นี้....รักกันไม่ทันพ้นวันก็มีเรื่องให้หงุดหงิดใส่กันอีกจนได้สิ” เธอบ่นพึมพำกับความรักแปลกๆของลูกชายเธอและเพื่อนอีกคนที่เธอรู้จักดีว่าชื่อซึงฮยอน เด็กหนุ่มที่มีความมั่นใจและเชื่อในความรักของตัวเองซะจนเธอก็อดจะเห็นใจไม่ได้ วันที่พาจียงกลับมาส่งแล้วสารภาพกับเธอว่ากำลังคบกันอยู่กับลูกชายของเธอนั้น ทำเอาตกใจเสียจนพูดอะไรไม่ออก ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ หากแต่เห็นใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุขของลูกชายแล้ว เธอกลับยิ้มระบายออกมาอย่างเข้าใจ จนในที่สุดก็ยอมรับในความรักของคนสองคน ฟังดูอาจจะง่ายดาย แต่เพื่อความสุขของลูกชายเธอแล้ว ก็ไม่มีสิ่งไหนจะทำให้เธอต้องค้านอีก แต่มันก็อดแปลกใจไม่ได้อยู่ดี คู่ไหนๆก็ดูจะน่ารัก ดูหวานๆ จูงมือจับมือกันไปเดทตามสถานที่ต่างๆเพื่อสร้างความทรงจำที่สวยงาม โลกแทบจะเป็นสีชมพูไปหมด แต่กับคู่นี้แล้วไม่เห็นเป็นอย่างที่คู่รักเขาควรจะเป็นกันเลย นี่แหละที่เธอไม่เข้าใจ
“จะไปกันรอดมั้ยเนี่ย?” เธอบ่นออกมาอีกครั้งก่อนจะหันกลับไปสนใจงานบ้านที่เหลืออีกนิดหน่อยก็สมควรจะได้พักหลังจากที่เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
“ลูกชายของคุณนี่เหมือนคุณจริงๆเลยนะ” เธอหันไปบ่นกับรูปภาพของชายผู้เป็นที่รัก ที่ติดอยู่แทบจะทั่วทั้งบ้านด้วยฝีมือของลูกชายเธอ เพราะพ่อต้องไปทำงานประจำอยู่ที่ต่างประเทศ ทำให้เธอและลูกชายเพียงคนเดียวของครอบครัวต้องอยู่ด้วยกันที่เกาหลีอย่างช่วยไม่ได้
“ซึงฮยอน...ทำไมวันนี้มาคนเดียวได้วะ สุดที่รักของแกหายไปไหนซะล่ะ” ฮยอนจุงเพื่อนรักที่เรียนอยู่คนละมหาวิทยาลัยกับผมเอ่ยทักก่อนจะนั่งลงข้างๆ
“เพิ่งไปส่งกลับบ้านมา” ผมพูดตอบไปแค่นั้น แล้วกระดกเหล้าที่ถือค้างไว้ในมือกรอกลงไปในปากให้น้ำสีอำพันไหลลงสู่ลำคอเหมือนจะช่วยดับกระหาย
“เอาง่ายๆว่าโดนทิ้ง...” ผมจ้องกลับไปมองเพื่อนรักอย่างตำหนิ
“ยังรักกันดีไม่ได้เลิกกันเว่ย...”
“เอาเถอะๆ...แต่ถามจริงๆเหอะว่ะ แกกับจียงรักกันได้ยังไงวะ ต่างกันสุดขั้วเลย” คำถามที่คนในมหา’ลัยของผมถามจนผมแทบจะพิมพ์ใบปลิวแจกให้อ่านได้ทั่วทั้งมหา’ลัยเพื่อที่จะได้รู้โดยไม่ต้องใช้คำถามแบบนั้นกับผมอีก มันช่างเป็นคำถามที่น่าเบื่อที่สุด แต่ผมก็พอใจที่จะตอบ
“จำเป็นต้องขั้วเดียวกันหรอวะ ถึงจะรักกันได้” ผมย้อนกลับไปให้มันต้องเบ้หน้า ก่อนจะเห็นมันยกแก้วขึ้นดื่มพรวดเดียวหมด
“ก็ไม่อย่างงั้นเว่ย...ฉันแค่แปลกใจ ดูอย่างไอ้คู่ของแจจุงนั่นดิ แม่งหันมาสบตากันทีนี่ลูกจะเป็นโหล หวานเชื่อมซะจนน้ำผึ้งเค็มไปเลย” ผมพยักหน้าเห็นด้วยและคิดตามที่เพื่อนมันบอกก็เห็นเป็นอย่างงั้นจริงๆ ดูเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เสียจนหาคำบรรยายไม่ถูก
“แล้วของแกนี่ ไม่มีบทหวานๆเล่นกันมั่งเลยหรอวะ” ผมส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ บทหวานๆหรอผมไม่คิดว่ามันจำเป็นต้องทำหรือเปล่าด้วยซ้ำ แค่ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเองอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็พอแล้ว แค่ได้หยอกบ้าง ล้อบ้าง แกล้งกันบ้าง ผมก็ไม่รู้ว่าแบบไหนที่มันจะเรียกว่าหวานหรอกนะ
“จืดชะมัดเลยว่ะ...ถ้าแกคบกับผู้หญิง บางทีมันอาจจะไม่เป็นแบบนี้ก็ได้นะ ลองคิดดูใหม่อีกทีดิ๊” คำแนะนำแบบนี้อีกเหมือนกันที่ผมฟังมาเสียจนเบื่อ
“แล้วที่แจจุงมันมีความสุขอยู่ทุกวันนี้มันก็คบกับผู้ชายด้วยกันไม่ใช่รึไงวะ?”
“คู่นั้นมันกรณียกเว้นเว่ย...โลกงี้สีชมพูวิ๊งวับตลอดเวลา หวานกันจนหยุดสุดท้าย ความรักมันสวยงามซะจนฉันยังอิจฉาเลยว่ะ”
“โลกสีชมพูงั้นหรอ?...ยังไงก็ไม่ใช่รักในแบบของฉันว่ะ” ผมพิงหลังกับพนักเก้าอี้อย่างเซ็งๆ พลางคิดถึงใบหน้าของคนเอาแต่ใจ หากแต่มือก็ยังไม่หยุดเติมน้ำเมาลงในแก้ว ทุกๆบทสนทนาที่ผมพูดกับฮยอนจุงค่อยๆซึมผ่านเข้าสู่หัวใจอย่างช้าๆ ความร้อนวูบวาบยามที่คิดถึงคนตัวเล็กมักจะก่อกวนสติของผมอยู่เสมอ จากที่ทำงานได้ดีครองสติอยู่ ตอนนี้ผมแทบจะจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้แล้ว แก้วน้ำในมือเริ่มเห็นเพียงลางๆ เหมือนจะหยิบผิดหยิบถูก
“เฮ้ยๆ....เมาแล้ว กลับบ้านดีกว่าป่ะ” ผมได้ยินเสียงฮยอนจุงตะโกนดังอยู่ใกล้ๆหูของผมแข่งกับเสียงเพลงที่ยิ่งดึกก็ยิ่งคึกคักขึ้น
“แจจุงมันยังไม่มาเล๊ย จะรีบกลับไปไหน ฉันยังรอได้” สิ่งเดียวที่ผมมีคือคำพูดที่ฟังดูยังไงก็ยังไม่ได้เมาเหมือนที่เพื่อนผมมันบอกเลยสักนิด
“ป่านนี้มันไม่มาแล้ว ยุนโฮมันคงจะปล่อยมาล่ะดึกขนาดนี้”
“ก็จับกรอกยานอนหลับไปสิวะ...คิดไรมาก” ผมพูดไปอย่างที่คิดจริงๆ เพราะเพื่อนผมคนนี้หลังจากที่คบกับรุ่นพี่ที่ชื่อ ชอง ยุนโฮศิษย์เก่ามหา’ลัยเดียวกับฮยอนจุงแล้ว ก็ไม่ค่อยได้ออกมานั่งดื่มด้วยกันบ่อยอย่างที่เคย ผิดกับผมเองที่มาแทบจะทุกครั้งที่จียงกลับไปนอนที่บ้าน
“น้อยๆหน่อยเถอะ....แจจุงมันไม่ใช่แกนะเว่ย”
“แล้วยังไงวะ...ฉันยังพาจียงมาดื่มด้วยเลย ไม่เห็นต้องเรื่องมากแบบนี้”
“ก็นั่นมันคู่ของแก...จริงๆเล้ยยยย” ฮยอนจุงหยิบแก้วคริสตัลออกจากมือของผมก่อนที่จะถูกกรอกลงไปเป็นแก้วที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ผมถูกฮยอนจุงประคองออกมาจนถึงที่จอดรถ ก่อนจะรู้สึกตัวว่ากำลังโดนค้นกระเป๋าอยู่
“แกจะทำอะไรวะ...มาค้นกระเป๋าฉันทำไม?”
“เออดีเว้ย...ยังรู้สึกตัวว่าโดนค้นกระเป๋าอยู่ แต่สภาพแบบนี้ถ้าฉันเป็นขโมยจริงๆแกก็ทำอะไรฉันไม่ได้หรอกนะเว่ย...ไอ้ซึงฮยอน” ผมหัวเราะกับคำพูดของมันอย่างอดไม่ได้ น่าแปลกที่มันก็ดื่มน่าจะพอๆกันกับผม ถึงแม้จะมาทีหลังหน่อยก็เถอะ แต่ผมกลับรู้สึกว่าฮยอนจุงมันไม่ได้เมาอย่างที่ผมเป็นเลย ทำไมวันนี้ผมถึงเมาง่ายนักก็ไม่รู้
“เดี๋ยวฉันจะไปส่งแกที่คอนโดละกัน...สำนึกบุญคุณฉันด้วยนะเว่ย” ผมไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วต่อจากนั้น หลังจากที่ผมถูกวางลงกับเบาะข้างๆของคนขับ เหมือนจะหนักสมองเอามากๆ ตาก็รู้สึกปวดจนต้องหลับเอาไว้ตลอด ทุกทีก็ดื่มเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่วันนี้เพราะอะไรผมถึงเมาไม่ได้สติขนาดนี้กัน
………………
………………………
“เดือดร้อนคนอื่นเขาไปทั่วเลยนะ...ให้ตายเถอะ” ผมได้ยินเสียงแว่วๆดังผ่านเข้ามาในโสตประสาทการรับรู้ของผม เสียงที่ผมมั่นใจแน่ๆว่าเป็นของคนๆเดียวเท่านั้น แต่ก่อนจะได้ประมวลผลอะไร ผมก็รู้สึกถึงผ้าซับน้ำเย็นลูบไล้ไปทั่วใบหน้าและลำคออย่างเบามือ
“อาาาา~” ผมเริ่มรู้สึกตัวมากขึ้น ก่อนจะสั่งให้มือที่วางแนบบนอกต้องควานหาสิ่งที่ผมสงสัยอย่างไร้ทิศทาง
“จิ๊!....อยู่นิ่งๆได้มั้ย มันไม่ถนัด” เสียงนั้นชัดเจนขึ้นทุกทีจนผมต้องค่อยๆฝืนเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมองอย่างช้าๆ
“ใคร....?” แต่ผมกลับเห็นแค่ภาพลางๆของใบหน้าที่ก้มลงมาเท่านั้น จากนั้นก็พยายามเพ่งมองให้คลายความสงสัยพร้อมกับเอ่ยถามออกไป เพราะก่อนหน้าที่ผมจะไม่ได้สติผมรู้แค่ว่าฮยอนจุงจะมาส่งผม แต่เสียงที่ได้ยินมันกลับไม่ใช่ของฮยอนจุง แต่เป็นเสียงของคนที่ผมคิดถึงตลอดเวลานั่นต่างหาก แต่ก็อยากถามเพื่อเรียกเสียงนั้นตอบกลับมาอีกครั้ง
“พ่อนายมั้ง...นี่หยุดไขว่คว้าสักที นอนเฉยๆเป็นมั้ยห๊ะ!” อยู่ๆผมก็กลับยิ้มออกมาเมื่อได้ยินประโยคประชดประชันนั่น
ควอน จียงของผม
“พ่อคร้าบบบบ....เอิ๊กกก!! ผมหนาวมากเลย”
“ดี...เดี๋ยวจะไปเอาน้ำแข็งมาเช็ดตัวให้ หนาวให้ตายไปเลยนะ” น้ำเสียงตำหนิแต่การกระทำกลับอ่อนโยนเสียจนผมไม่นึกโกรธกับความโหดร้ายของคนตัวเล็กเลยสักนิด
“ถ้าตายแล้วพ่อจะอยู่กับใคร...อึ่ก!.....ครับ” ผมยังหลับตาพริ้มเพราะฝืนลืมเปลือกตาขึ้นไม่ไหวแต่ยังไงก็มั่นใจแล้วว่าใบหน้าที่ผมเห็นลางๆนั้นเป็นของใคร เพียงเท่านั้นแค่ในยามที่หลับตาผมก็พอจะรู้ว่าตอนนี้คนตัวเล็กกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่
“อยู่กับแฟนใหม่ไง...จะยากอะไร” จะเพราะพูดเล่นหรืออะไรก็ตาม แต่ผมนึกไม่พอใจเอามากๆ มากจนเสียงที่ถามกลับไปห้วนเหลือกำลัง
“ที่นายปึงปังอารมณ์เสียวันนี้...อึ่ก! เพราะมีคนใหม่งั้นสิ!”
“โอ๊ย!....” ผมถูกมือเล็กที่ถือผ้าชุบน้ำเย็นๆ กดลงที่มุมปากอย่างไม่ยั้งแรงมือ จนผมต้องแหกปากร้องออกมาด้วยความเจ็บ
“ใบ้ไปเลยก็ดีนะ...ถ้าพูดได้แล้วจะเป็นแบบนี้น่ะ” น้ำเสียงฟังดูเคืองๆขึ้นมาอีกแล้ว จะเอายังไงกันแน่ ก็เล่นมาพูดให้ผมไม่พอใจก่อนทำไม
“ถามจริงนายมีแฟนใหม่จริงๆใช่มั้ย...จียง” ผมรู้สึกว่าเสียงของตัวเองขาดหายไปในตอนท้ายประโยค เหมือนแอลกอฮอล์ที่ดื่มลงไปเป็นยาพิษและกำลังออกฤทธิ์ให้เจ็บปวดเจียนจะขาดใจตายอยู่ตรงนี้แล้ว
“เอาสมองส่วนไหนมาคิด...ถ้าฉันมีแฟนใหม่จริง ฉันต้องอารมณ์ดีอยู่แล้ว จะไปปึงปังใส่นายให้เสียสุขภาพจิตทำไม...คิดอะไรโง่จริง!”
“โง่หรอ? คงจะใช่...”
“อะไรของนาย.....อ้ะ!! เฮ้ยยยย.......” ผมฝืนเอาแรงสุดท้ายที่มีดึงร่างของคนตัวเล็กลงมาหาพร้อมกับจับพลิกให้นอนอยู่ใต้ร่างของผมแทน จากเปลือกตาที่หนักอึ้ง ตอนนี้ผมลืมมันขึ้นมาได้แล้ว และกำลังจ้องมองลงไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่หลุกหลิกไม่เป็นสุข เมื่อถูกผมพลิกสถานการณ์มาเหนือกว่า
“อย่ามาทำแบบนี้นะ...ปล่อย~ ไม่งั้นฉันจะกลับจริงๆด้วย” มือเล็กที่พยายามดันไหล่ทั้งสองข้างของผมถูกจับกดไว้ข้างๆกับศีรษะเล็กที่ส่ายไปมาอย่างดิ้นรน
“แล้วใครใช้ให้มาหาถึงที่เองล่ะ” ผมเห็นแววตาตัดพ้อจ้องตอบกลับมา ริมฝีปากถูกกัดอย่างไม่พอใจ แต่ผมกลับยิ้มท้าทายอย่างไม่ลดละ
“.............” ก็ถ้าไม่ใช่เพราะนาย ฉันจะเสนอหน้ามาทำไม ไอ้บ้า!!
“ตอบหน่อยสิ...กัดปากแบบนั้นเดี๋ยวได้เลือดพอดี” ผมพูดพลางจะก้มลงไปใช้ลิ้นชื้นดันให้ริมฝีปากบางละออกจากกัน แต่ยังไม่ทันจะก้มลงไปสัมผัส เจ้าของริมฝีปากนั้นก็คลายมันออกซะก่อนแล้ว
“เรื่องของฉัน!”
“เรื่องของนายก็เรื่องของฉันเหมือนกัน” ผมสวนกลับไปอย่างไม่ทันจะให้อีกคนได้หายใจ
“ไม่เกี่ยว..เรื่องของใครก็เรื่องของมันอย่ามายุ่ง”
“ไม่ยุ่งไม่ได้หรอก...ก็นายเป็นแฟนฉันนี่” ผมเห็นคนตัวเล็กหน้าเหวอไป...อ้าปากค้างเถียงอะไรไม่ออก ท่าทางแบบนั้นมันดูน่ารักซะจนอดจะจูบริมฝีปากที่เผยอค้างไม่ได้
“อื้ออออออ!!!”
ผมไม่ได้แนบจูบเสียลึกล้ำ แค่จูบปิดปากให้ก็เท่านั้นเอง เห็นอ้าค้างเอาไว้ เกิดมีเศษอะไรตกเข้าไปจะเสียรสชาติหวานๆหมด
“อย่ามาทำเป็นสร้างบรรยากาศได้มั้ย...หนักอ่ะ ขยับออกไปหน่อย” เสียงที่แข็งๆกลับอ่อนหวานร้องขอเอาตอนท้ายประโยค ผมเห็นแบบนั้นแล้วก็อดจะเห็นใจไม่ได้ ยอมขยับออกมาให้นิดหน่อย นิดหน่อยจริงๆ
“นายกวนฉันรึไง...รู้งี้ไม่น่ามาก็ดีหรอก น่าจะปล่อยให้เมาตายไปซะ” ผมหัวเราะทั้งๆที่เปลือกตากำลังจะปิด แต่ก็อยากจะฝืนอ้อนจียงให้ได้มากที่สุด นานๆทีจะเป็นแบบนี้ก็ขออ้อนให้คุ้มหน่อยเถอะ
“นี่เช็ดตัวยังไม่เสร็จใช่มั้ย?”
“ใครบอก...เสร็จตั้งแต่ปิดปากนายไปแล้ว” เจ็บแสบจริงๆให้ตาย พยศไม่มีใครเกินสิน่า เพราะแบบนี้แหละใครเขาถึงได้ว่าพวกผมรักกันไปได้ยังไง
“ใครสอนให้ปิดปากคนอื่นแบบนั้นกัน...” ผมปรือตาขึ้นมองริมฝีปากที่ผมเพิ่งก้มจูบลงไปด้วยความหมั่นเขี้ยว ชักอยากจะสั่งสอนวิธีที่ถูกต้องให้เสียจริงๆ
“อย่ามาทะลึ่งนะ...ไม่งั้นฉันต่อยหน้าคว่ำจริงๆด้วย” เก่งให้จริงเถอะ...มือยังถูกกดไว้ขืนแรงออกจากมือของผมยังไม่รอดเลย อยากรู้จริงๆว่าจะเอามือข้างไหนมาต่อยผมหน้าคว่ำกัน ร้ายไม่ดูตัวเองเลยจริงๆ
“ทะลึ่งอะไร...นี่คิดไปถึงไหนเนี่ย คิดว่าฉันจะปล้ำนายรึไง...หึๆ ใครกันแน่น่ะที่ทะลึ่ง...หือออ?”
“ชเว ซึงฮยอน!!!” ท่าทางจะโกรธเลือดขึ้นหน้าจริงๆแล้ว แก้มแดงปลั่งขนาดนั้น
“ครับพ่อ...นั่นชื่อของผมเองครับ”
“ฮึ้ยยยยย!! ฉันเกลียดนายชะมัดเลย กวน –น” ผมขมวดคิ้วฉับกับคำพูดจาที่ไม่น่าฟังแบบนั้น ก็รู้อยู่หรอกว่าเป็นคนยังไงแต่ไอ้คำว่าเกลียดนั่นขอได้มั้ย ผมอยากจะแลกกับจูบแรงๆดูสักที
“เมื่อกี้พูดอะไรนะ...ทำไมพูดจาไม่น่ารักแบบนี้ อยากถูกลงโทษรึไง”
“ไม่ต้องมามองแบบนี้...ฉันไม่กลัวนายหรอก ฮ้าวววว~”
พรืดดดดดดดดดด!!!
ดูเอาเถอะด่าผมอยู่หมับๆแต่อยู่ๆอยากจะหาวก็หาวขึ้นมาซะอย่างนั้น จะน่ารักไปหน่อยมั้ย...ผมหันไปมองนาฬิกาดิจิตอลที่วางอยู่ข้างเตียงของผมบอกเวลาว่าตอนนี้จะตีสามเข้าไปแล้ว เฮ้ย!!! แล้วจียงมาหาผมตอนไหนกันเนี่ย ดึกขนาดนี้...แล้วบ้านของจียงกับคอนโดของผมก็อยู่ไกลเกินกว่าจะขับรถมาเองหรอกนะ แบบนี้อันตรายไม่ใช่หรอ...ผมเบนสายตากลับมามองคนที่นอนนิ่งมองผมอยู่เงียบๆ
“อะไร...?” เสียงเล็กๆเอ่ยผ่านริมฝีปากอิ่มออกมาแผ่วเบา
“นายมาที่นี่ได้ยังไงดึกขนาดนี้...”
“ไม่ตื่นมาถามเอาพรุ่งนี้เลยล่ะ...แล้วปล่อยมือได้รึยัง? นี่...ฉันง่วงแล้วนะ” จะตอบคำถามไหนก่อนดี ผมหลุบมองมือของตัวเองที่กดข้อมือของจียงเอาไว้นานมากแล้ว พอปล่อยออกผมแทบอยากจะเอาหัวโขกขอบเตียงซะให้รู้แล้วรู้รอด ลืมไปได้ยังไงว่าผิวบางๆของจียงแค่จับนิดจับหน่อยก็เป็นรอยแล้ว ผมเลยต้องพึมพำขอโทษเบาๆ คนตัวเล็กก็ได้แต่ส่ายหน้าบอกไม่เป็นไร
“ฮยอนจุงแวะไปรับที่บ้าน ก่อนจะมาพร้อมกับนายนี่แหละ รู้ตัวบ้างมั้ยว่าเป็นภาระของคนอื่นเค้าเนี่ย” นิ้วเล็กๆชี้จิ้มลงมาที่อกของผมหลายๆทีตามคำพูด แทนที่ผมจะสำนึกผิดกลับยิ้มอย่างสบายใจให้คนตัวเล็กนึกเคืองเล่นๆก่อนนอนอีกสักรอบ
“คราวหลังก็อย่าดื้อแบบนี้อีกสิ...”
“เกี่ยวยังไง?”
“ก็เกี่ยวแล้วกันน่ะ...นี่ ง่วงแล้วหรอ?” ผมถามเมื่อเห็นจียงปิดเปลือกตาลง อีกคนได้แต่ครางตอบกลับมาเบาๆ เห็นแบบนั้นแล้วผมจึงยอมถอยออกมาทิ้งตัวลงนอนข้างๆกันเหมือนอย่างที่ทำเป็นประจำเวลาที่จียงมาค้างที่คอนโดด้วย
หมับ!
“เอ๊ะ...อย่ามากอดนะเว่ย น้ำไม่อาบ...เหม็น!” ผมหน้าเหวอไปอีกรอบ อะไรกันเนี่ย คิดว่าหลับไปแล้วแท้ๆนะ ยังรู้สึกตัวอยู่หรอกหรอ
“นอนทับกันอยู่ตั้งนาน เพิ่งจะมาบ่นเหม็นอะไรตอนนี้” ผมบ่นขมุบขมิบคนเดียวเบาๆแต่กลายเป็นว่าไปเข้าหูอีกคนที่นอนข้างๆกันจนได้
“เหม็นตั้งแต่แบกนายเข้ามาในห้องแล้ว...ลุกไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่งั้นก็ไปนอนที่โซฟานู้น!”
“ตีสามแล้ว...อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องตื่น เดี๋ยวค่อยอาบทีเดียวพรุ่งนี้น่า....” ผมซุกหน้าลงกับหมอนใบโตบนเตียงนอนกว้างของผม แต่กลับค่อยๆกระแซะเข้าไปหาคนตัวเล็กอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งถูกคนตัวเล็กขยับออกห่าง
“นายชเว ซึงฮยอน เลือกเอาว่าจะไปอาบน้ำแล้วมานอนสบายๆที่นี่ หรือจะไม่อาบแล้วไปนอนที่โซฟานู่น ...”
“ถ้าฉันอาบน้ำแล้วมานอนกอดนายได้ใช่มั้ย?” ผมแค่เห็นจียงยักไหล่ยักคอนิดๆ แค่นั้นผมก็ดูกระตือรือร้นขึ้นมาผิดเวล่ำเวลา มานึกสร่างเมาเอาอะไรตอนนี้ก็ไม่รู้ ถึงจะยังมึนๆเบลอๆอยู่แต่ก็มีสติพอจะครองร่างของตัวเองไปถึงห้องน้ำได้
ผมใช้เวลาในการอาบน้ำเกือบครึ่งชั่วโมง นาฬิกาดิจิตอลเปลี่ยนตัวเลขนาทีมากขึ้นเรื่อยๆจนใกล้จะตีสี่เข้าไปทุกทีแล้ว ผมใส่กางเกงผ้าสบายๆ แต่ไม่ยอมใส่เสื้อเพราะตอนนี้อากาศเย็นสบายน่าปล่อยให้ผิวเนื้อออกมาซึมซับความเย็นเพื่อช่วยทำให้หลับง่ายขึ้นไปอีก ถ้ารู้สึกหนาวหน่อยก็กอดหมอนข้างเล็กๆที่นอนคู้ตัวอยู่เกือบชิดขอบเตียงนั่นแหละ น่ากลัวว่าจะตกเตียงเอาได้ นั่นจึงเป็นเหตุให้ผมต้องคอยกอดคนตัวเล็กเอาไว้เวลานอน ผมค่อยๆคลืบคลานเข้าไปนอนข้างๆก่อนจะเอ่ยเรียกชื่อเจ้าของเตียงที่ตอนนี้ไม่ใช่ผมอีกต่อไปนอนหลับสบายอยู่ ท่าทางจะเหนื่อยและง่วงจัดจริงๆ เรียกทีนี้ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมาอีกแล้ว ผมจึงเอื้อมแขนยาวรวบเอวบางให้แนบชิดเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด และสุดท้ายผมก็ได้จูบหน้าผากเนียนนั่นไปหนึ่งทีก่อนจะฝืนความเมื่อยล้าและอาการมึนของสมองไม่ไหวจนหลับไปในที่สุด
………………
…………………….
เช้าวันต่อมา
“ร้อนแย่เลยนะ ไม่ต้องใส่ไปหรอก ทำแบบนั้นยิ่งน่าสงสัยกว่าเดิมอีก” ผมมองคนตัวเล็กที่ยืนจัดผ้าพันคออยู่หน้ากระจกแทบจะเป็นชั่วโมงสลับกับมองนาฬิกาข้อมือสีเงินวาว ถึงมันจะยังไม่ถึงเวลาเข้าเรียนทั้งของผมและของจียงก็เถอะ แต่ผมหิวข้าวมากๆแล้วนะ เพราะเมื่อวานยังไม่ได้กินอะไรเลย จนท้องของผมเริ่มร้องประท้วงอีกแล้ว
“หุบปากไปเลย!...ถ้าไม่ใช่เพราะนายฉันก็คงไม่ต้องมาทำแบบนี้หรอก”
“รอยแค่นิดเดียวเอง ฉันสาบานได้ว่าไม่ได้ล่วงเกินนายมากกว่านั้นเลยนะ” ผมเห็นจียงส่งแววตาเคืองโกรธมาให้เป็นระยะๆ แต่สิ่งที่ผมสารภาพไปนั้นผมพูดจริงๆนะ ก่อนตื่นนอนผมก็แค่จูบที่ซอกคอสามสี่ที่เท่านั้นเอง ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยสักหน่อย ก็กลิ่นมันหอมนี่นา
“โว้ย!!...ฉันไม่สนใจแล้ว ปิดยังไงก็ปิดไม่ได้ อากาศก็ร้อนใส่ผ้าพันคอเข้าไปก็บ้าเต็มทนแล้ว เพราะนายคนเดียวเลย!!” ท้ายประโยคกัดฟันพูดซะจนผมจับได้ว่าเขารู้สึกแค้นเคืองผมขนาดไหน แต่เอาเถอะคนเป็นแฟนกันแค่นี้มันไม่ได้มีอะไรเสียหายหรอกน่า
“ถ้าเพื่อนถาม...ฉันจะบอกยังไงเนี่ย?” ยังคงยืนบ่นอยู่หน้ากระจกต่อไปทั้งๆที่เลิกยุ่งกับกองผ้าพันคอหลากสีหลายแบบแล้ว
“ก็บอกว่าฉันทำ...ไม่เห็นจะต้องคิดอะไรมากเลย” ผมพูดพร้อมกับยักไหล่ขึ้น ให้ดูเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากอย่างว่า แต่กระเป๋าเป้ใบโปรดของจียงกลับลอยหวือผ่านอากาศเฉียดหน้าของผมไปหน่อยเดียว ถ้าแม่นกว่านี้คงฟาดเข้าเต็มๆรักแน่ๆ ผมหยิบกระเป๋าของจียงมากอดไว้ทันทีก่อนที่ร่างเล็กนั่นจะเดินมาหยิบเอาแล้วฟาดเข้าใส่ผมให้หายแค้นจนได้
“ฉันมาเสียรู้ผู้ชายอย่างนายได้ยังไงกันนะ...โง่จริงๆเลยควอน จียง” ผมนิ่งไปกับประโยคแบบนั้นของคนที่กำลังเดินออกจากห้องไปอย่างไม่สนใจจะรอผมเหมือนอย่างทุกที เป็นประโยคที่ฉุดลมหายใจของผมเสียจริงๆ ทำไมจียงถึงชอบมีท่าทีต่อต้านผมอยู่ตลอดเวลา บางทีก็น่ารัก ช่างเอาอกเอาใจ แต่หลายๆทีก็มักจะอารมณ์เสียหงุดหงิดใส่ แต่อารมณ์พวกนั้นผมคบกับเขามานานจนรู้แล้วว่าเขาก็เป็นคนแบบนี้เอง ไม่ได้จะเกลียดผมอย่างที่ว่าหรอก จนพักหลังๆมา ผมรู้สึกว่าเขาจะพูดอะไรโดยที่ไม่รู้เลยว่าผมจะผิดหวังและอดจะเสียใจไม่ได้อยู่บ่อยๆ
“หิวข้าวแล้ว!.....จะนั่งหายใจทิ้งอยู่อีกนานมั้ย เดี๋ยวก็ไม่ทันเข้าเรียนพอดี” ประโยคนั้นผมควรจะเป็นคนพูดตั้งแต่ที่เขาหยิบผ้าพันคอผืนที่สองออกมาลองแล้วไม่ใช่หรอ ผมกรอกตาขึ้นมองเพดานห้องอย่างปล่อยวางก่อนจะเดินตามออกไปทันที
เวลาผ่านล่วงเลยเข้ามาจนเกือบจะห้าโมง อากาศตอนเย็นที่ยังคงร้อนไม่คลายทำให้ผมต้องปลดเนคไทและคลายกระดุมสองเม็ดบนออกให้เห็นเสื้อกล้ามสีขาวโผล่ออกมานิดๆ วันนี้ผมมีเรียนถึงบ่ายสี่โมงเย็น จนถึงเวลาเลิก ผมก็ต้องมารอรับจียงอย่างนี้เป็นประจำ นอกจากว่าวันไหนที่จียงเขาเลิกก่อนผม เขาก็จะฆ่าเวลาด้วยการนั่งคุยเรื่องแฟชั่นใหม่ๆกับเพื่อนๆที่คณะฯ ไม่ยอมไปรอผมที่คณะของผมบ้าง เขาเคยบอกว่าเด็กที่คณะเศรษฐศาสตร์ของผมชอบมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เขาเลยไม่อยากจะไป จะรอจนกว่าผมเรียนเสร็จแล้วไปรับเขาที่คณะตัวเองนั่นแหละ มันบ่อยเสียจนผมรู้จักเด็กในคณะนิเทศฯนี้ไปทั่วแล้ว
“รุ่นพี่ซึงฮยอนมารอพี่จียงหรอครับ?” เด็กรุ่นน้องของจียงที่ผมจำได้ว่าเคยเห็นนั่งคุยในกลุ่มด้วยกันกับกลุ่มของจียงเอ่ยทักผมที่กำลังจะเดินไปนั่งตรงโต๊ะใต้อาคารเรียนที่ทันสมัยพอดี
“อื้ม....แล้วนายกำลังจะไปไหนน่ะ ถือของซะเยอะเชียว”
“พอดีวันนี้ผมมีพรีเซนต์งานตอนหกโมงเย็นน่ะครับ ยังไงผมขอตัวก่อนนะครับรุ่นพี่” ร่างสูงของเด็กหนุ่มรุ่นน้องนั้นก้มหัวให้ผมด้วยความนอบน้อมก่อนจะเดินผ่านผมไปในที่สุด ผมต้องคอยยิ้มรับคนนู้นทีคนนี้ทีทุกครั้งที่หันมาเจอผม บ้างก็ทักทาย บ้างก็ยิ้มแล้วเดินผ่านไปเฉยๆ
ผมมองนาฬิกาข้อมือเพื่อดูว่าตอนนี้ใกล้เวลาที่จียงจะเลิกเรียนแล้วหรือยัง แต่ยังไม่ทันจะละสายตาจากเข็มนาฬิกาเรือนเท่บนข้อมือแล้ว ผมก็ได้ยินเสียงคนพูดกันอยู่ไม่ไกลนัก และก็ค่อยๆดังชัดขึ้นเมื่อเงยหน้าแล้วพบว่ากำลังมีกลุ่มผู้หญิงสามสี่คนเดินลงมาจากบันไดของชั้นสอง
“เยจิน...เธอเห็นเหมือนอย่างที่ฉันเห็นมั้ย รอยแดงๆที่คอของจียงน่ะ”
“ฉันสังเกตตั้งแต่ที่เข้าห้องเลคเชอร์แล้ว...แต่บางทีอาจจะไม่ใช่อย่างที่เธอคิดก็ได้นะซูจิน”
“แต่ฉันว่าที่ซูจินคิดก็น่าจะถูกนะ เพราะถ้าเป็นรอยโดนยุงกัดหรือแมลงกัด จียงก็ไม่น่าจะระวังตัวแล้วต้องคอยเอามือปิดตลอดเวลาที่มีคนมองบ่อยๆแบบนั้น ถามว่าไปโดนอะไรมาก็อึกอักไม่ยอมตอบ”
“ใช่...พฤติกรรมน่าสงสัย หรือว่า............”
“พวกเธอนี่ทะลึ่งกันชะมัดเลย”
“แหมเยจิน...เธออย่ามาทำไร้เดียงสาไปหน่อยเลยน่า อย่าบอกนะว่ากับแทซอกน่ะ ยังไม่เคย....”
“พวกเธอนี่.....”
“ฮ่าๆๆๆๆ.................”
ผมนิ่งฟังกลุ่มผู้หญิงกลุ่มนั้นคุยกันเหมือนเป็นเรื่องสนุกปาก ก่อนที่จะวกเข้าตัวของพวกเธอเอง ผมก็กลับส่ายหน้าอย่างอดระอาใจไม่ได้ พวกผู้หญิงนี่ก็คิดเรื่องแบบนี้ตลอดเวลาเหมือนกันหรอ ทะลึ่งใช่ได้เลยแฮะ ผมมองเหตุการณ์ล่วงหน้าได้เลยว่าจียงจะต้องหงุดหงิดใจอีกเป็นแน่ เพราะคงต้องทนกับสายตาของเพื่อนทั้งเซ็คชั่นตั้งครึ่งค่อนวัน แต่ก็ต้องโทษที่ความน่ารักของเขาเองน่ะแหละ ผมถึงต้องทำอย่างนั้น โชคดีไปที่ผู้หญิงกลุ่มนั้นเดินเลี้ยวไปอีกมุมไม่งั้นคงได้สนุกปากกว่าเดิมแน่ที่เห็นผมมานั่งอยู่ตรงนี้
ปึ่ก!!
“อยากจะบ้าตาย ทำไมพวกนั้นจะต้องสงสัยกะอีแค่รอยแดงแค่นี้ด้วย” ผมละสายตาจากกลุ่มสาวๆทั้งสี่คนนั่นมาทันทีที่ได้ยินเสียงดังขึ้นบนโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ แล้วก็พบว่าต้นตอของเสียงก็คือหนังสือเล่มหนาสองปึกวางไม่เป็นท่าอยู่บนโต๊ะ พร้อมกับร่างบอบบางที่ตอนนี้เอามือกุมที่คอของตัวเองเอาไว้ทั้งสองข้าง
“ไม่ต้องมายิ้มแบบนั้นเลย...รู้มั้ยว่าฉันอึดอัดแค่ไหน ไม่โดนบ้างก็ให้มันรู้ไปสิ”
“พูดแบบนี้ อยากเอาคืนว่างั้น?” ผมย้อนกลับไป
“ไม่ตลกเลยนะ”
“แล้วเพื่อนๆไปไหนกันหมด ทำไมเดินมาคนเดียวล่ะ” ผมมองหาเพื่อนอีกสองสามคนที่ไปเป็นกลุ่มประจำของจียง ก่อนที่จะเอ่ยถาม
“อย่าให้อับอายไปมากกว่านี้เลย นี่ฉันหลุดพ้นจากคำถามซอกแซกของพวกมันมาได้ก็หวุดหวิดไปอยู่หลายรอบ”
ผมแอบสะใจเล็กๆไม่ได้ บางทีเห็นจียงทำท่าทางปากยื่นปากงอนแบบนี้ก็น่ารักดีเหมือนกันนะ นานๆทีมีเรื่องให้แหย่ก็เอาสักหน่อยเถอะ ชีวิตรักจะได้ไม่จืดเกินไปอย่างที่ไอ้ฮยอนจุงมันว่า
............
...................
............................
บนพื้นพรมหน้าทีวีจอใหญ่ภายในคอนโดของผมที่ตอนนี้ถูกร่างเล็กของจียงนอนเอกเขนกเปิดโน๊ตบุ๊คทำงานอย่างไม่สนใจเสียงรายการโทรทัศน์ที่ผมเปิดไปเปิดมาอยู่หลายช่องอย่างหาจุดสนใจไม่ได้ นานจนผมปิดมันลงเองเพราะไม่รู้จะดูอะไรแล้ว ก่อนจะพาร่างของตัวเองลุกขึ้นจากโซฟาแล้วย้ายกลับไปในห้องนอนโดยที่ไม่ได้พูดอะไรรบกวนคนตัวเล็กที่ยังคงตั้งใจทำงานอยู่ตรงนั้น ผมอาบน้ำอยู่นานจนรู้สึกผ่อนคลายขึ้น หลังจากที่ทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยผมก็เดินกลับมานั่งลงที่พื้นพรมใกล้ๆกับร่างเล็กที่ยังคงขะมักเขม้นกับการทำงานต่อไป ก่อนใบหน้าเล็กนั่นจะหันมามองผม
“อาบน้ำเรียบร้อยแล้ว?” ผมครางอือตอบไป อยากจะถามเหมือนกันว่าไม่พักบ้างเลยรึไงเห็นนั่งทำงานตั้งแต่กินข้าวเสร็จก็ยังไม่ยอมพักเลยนี่มันจะห้าทุ่มเข้าไปแล้วนะ น้ำก็ยังไม่ได้อาบ
“ขยับมาใกล้ๆหน่อยสิ ยืมตักนอนหน่อยได้มั้ย เมื่อยไปหมดแล้วเนี่ย” ผมยังไม่ทันจะได้ขยับเข้าไปหา จียงก็พลิกตัวที่นอนคว่ำอยู่มาทิ้งหัวให้กลุ่มผมสีอ่อนนิ่มนั่นกระจายลงที่หน้าตักของผม
“นายเบื่อรึป่าว?” ผมขมวดคิ้วจ้องมองตากับคนถามที่นอนจับมือผมเล่นไปมา คำถามแบบนี้ผมไม่เคยได้ยินมันเลยสักครั้ง ดูเหมือนจียงกำลังคิดอะไรอยู่ ไม่ยอมมองตอบแถมยังเบี่ยงเบนความสนใจไปทางอื่นอีกด้วยซ้ำ
“ไม่หนิ....มีอะไรหรอ? ทำไมถึงคิดว่าฉันจะเบื่อล่ะ” ผมย้อนถามกลับไป แล้วเห็นจียงยิ้มฝืนๆกลับมาให้ แต่ก็ไม่ยอมมองตอบผมอยู่ดี
“ก็....ฉันคิดว่าพวกเราไม่เหมือนคู่รักกันเลย”
“ทำไมล่ะ...การจะเป็นคนรักกันมันต้องเป็นยังไงหรอ ทำไมถึงชอบมีคนสงสัยอะไรมากมายนัก”
“นี่....ฉันไม่ได้อ่อนโยน อ่อนหวาน ช่างเอาใจเหมือนพวกผู้หญิงน่ะ นายไม่เสียดายพวกเธอรึไง” คราวนี้ผมเป็นคนคว้าตัวร่างเล็กให้ลุกขึ้นนั่งและจับหันหน้ามาทางผม มือของผมจับใบหน้ากลมมนนั่นให้หันมามองตอบ จะให้เอาจริงๆก็ผมไม่พอใจและไม่ชอบคำพูดแบบนั้นของเขามากๆ
“เหมือนว่าเราจะคุยเรื่องนี้กันแล้วนะจียง” ผมลงน้ำเสียงเข้มจัดเพราะความรู้สึกแบบนี้ ความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรมาบีบอัดเสียจนหายใจไม่ออก
“ทำไมต้องทำหน้าดุแบบนั้นเล่า...ก็แค่ถาม” จียงจับมือของผมที่จับที่ปลายคางเอาไว้ออก แล้วหันหน้าหลบสายตาของผมอีกครั้ง
“เคยบอกแล้วไม่ใช่รึไงว่าส่วนประกอบพวกนั้นสำหรับฉัน มันไม่จำเป็น” ผมไม่ฝืนที่จะรั้นจียงอีกเมื่อไม่อยากมองผมก็ไม่อยากจะบังคับอีกแล้ว
“มันก็ต้องมีคิดบ้างล่ะน่า...ผู้ชายที่ไหนเขาจะไม่อยากให้แฟนเอาใจบ้างเล่า” คนพูดพูดเหมือนตัวเองก็รู้สึกไม่สบายใจ เหมือนจียงเองก็อยากจะเป็นแบบนั้น แต่มันก็ไม่ใช่ตัวเขาเลยสักนิดถ้าเป็นแบบนั้นผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน
“ผู้ชายคนนี้ไง...ฉันรักแบบที่นายเป็นมากกว่าจะต้องมาเปลี่ยนแปลงอะไร ของแบบนั้นทำได้ไม่นานก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม สู้เป็นตัวของตัวเองแบบนี้ไปตลอดไม่ดีกว่าหรอ ฉันรับรู้ตัวตนของนายมาเกือบจะสองปีแล้วนะจียง....” คราวนี้ร่างเล็กเป็นฝ่ายหันกลับมามองผมเอง ดวงตาเรียวเล็กมีประกายบางอย่างที่บอกให้ผมรู้ว่าเขากำลังอยากจะร้องไห้
“ไม่เข้าใจ!...ทำไมนายถึงต้องรักฉันมากขนาดนี้ ทั้งๆที่ฉันเองก็ไม่ได้ทำตัวเป็นคนรักที่ดีของนายเลยสักครั้ง มีแต่พูดจาไม่ดี ทำตัวน่ารำคาญ ไม่พอใจอะไรก็หงุดหงิดใส่นาย ทำไมนายถึงไม่เบื่อฉันล่ะ...ทำไมล่ะซึงฮยอน”
ผมมองภาพคนตัวเล็กที่ร่ำไห้ออกมา พร้อมกับมือทั้งสองข้างที่คอยปาดน้ำตาของตัวเองเหมือนเด็กๆ ปากบางก็ขยับพูดทั้งที่ยังร้องไห้...ไม่นานนักผมก็คว้าคนตัวเล็กเข้ามากอด เสียงสะอึกสะอื้นยิ่งดังขึ้นเมื่อผมลูบศีรษะเล็กอย่างปลอบใจ จากที่โมโหหน่อยๆกับคำถามแบบนั้น ตอนนี้ผมกลับไม่เหลืออีกแล้ว จียงไปเจออะไรมากันนะถึงได้เป็นแบบนี้ ทั้งๆที่ผ่านมาไม่เคยเกิดคำถามแบบนี้กับเขาเลยสักครั้ง ผิดกับผมที่โดนถามมาตลอด แต่ไม่เคยเอากลับมาเป็นปัญหาหรือพูดให้จียงฟังเลยสักครั้ง
“เพราะฉันรักนาย...ได้ยินมั้ย ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น แค่ฉันรักนายจำเอาไว้”
“ฮึ่ก!...ฉันก็รักนาย รักมากกว่าผู้หญิงพวกนั้นด้วย” ผมชะงักค้างไปในทันที ผู้หญิงพวกนั้นงั้นหรอ....หมายความว่ายังไงกันน่ะ
ผมผละร่างออกมาแล้วจ้องมองไปที่จียงอีกครั้ง
“อธิบายหน่อยได้มั้ย...วันนี้มีใครทำอะไรให้นายไม่สบายใจรึป่าว?” จากที่อยากจะคาดคั้นก็เปลี่ยนเป็นค่อยๆถามเอาดีกว่า
“.............” ปากบางเม้มเข้าหากันไว้ พร้อมกับส่ายหัวเป็นการปฏิเสธ ควอน จียงเป็นผู้ชายที่ห้าวคนหนึ่ง ถ้าไม่ได้เป็นแฟนกับผม ผมก็คิดว่าเขาน่าจะเป็นผู้ชายที่เท่แล้วก็มีเสน่ห์เอามากๆ แต่ใครจะรู้บ้างว่าแท้จริงแล้วจียงมีจิตใจที่อ่อนไหวแค่ไหน ภายนอกดูเป็นคนเข้มแข็งแต่พออยู่กับผมแล้ว จียงก็เป็นเพียงผู้ชายที่น่ารักมากๆคนหนึ่งในสายตาของผม เขาจะเป็นในแบบที่ทุกคนไม่เคยเห็น นั่นแหละที่ทำให้ผมหลงรักผู้ชายตัวเล็กๆคนนี้ไปทั้งใจ
“ก็ได้...ไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะไปถามเอากับเพื่อนในเซคชั่นของนายแทน”
“ไม่เอา...อึ่ก! ไม่เอานะ” จียงคว้ามือของผมไปจับไว้พร้อมกับละล่ำละลักบอก
“อย่าทำให้ฉันเป็นเหมือนผู้ชายอ่อนแอเลย เพียงแค่ถูกผู้หญิงว่าให้หน่อยก็มาร้องไห้เอากับนายแบบนี้ แค่นี้ฉันก็อายจะแย่แล้ว” ผมค่อยจะยิ้มออกได้บ้าง เพราะใบหน้าแดงระเรื่อที่บอกว่าอายนั่นแหละ
“กับฉันแค่คนเดียว...นายเป็นแบบนี้กับฉันแค่คนเดียวก็พอแล้ว ไม่ต้องอายหรอก” ผมใช้มือข้างที่ว่างปาดน้ำตาที่ยังคงไหลอยู่ออกจากข้างแก้มให้
“นี่...ฉันไม่มีหน้าอกเหมือนพวกผู้หญิง แบบนี้นายจะทิ้งฉันรึป่าว?” ผมหลุดหัวเราะกับคำถามแบบนี้ คิดได้ยังไงเนี่ย....จากที่ซึ้งก็พลันเป็นเรื่องน่าขันซะแล้ว สิ่งที่คาใจและอยากจะถาม กลับไม่น่าหาคำตอบอีกต่อไป ไม่ว่าพวกผู้หญิงพวกนั้นจะพูดอะไรกับจียงก็ตาม ผมจะทำให้เขารู้คำตอบด้วยตัวของผมเอง
“ของปลอมพวกนั้นน่ะสู้แบบนี้ไม่ได้หรอก” ว่าแล้วผมก็จับจียงนอนราบไปกับพื้นพรมในห้องนั่งเล่น พาร่างของตัวเองขึ้นทาบทับ ฝ่ามือของผมลูบไล้ผ่านเข้าไปในเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ชายเสื้อหลุดออกจากขอบกางเกงตั้งแต่กลับมาถึงห้อง ผ่านเข้าไปจนถึงเนินอกที่เรียบตึง จียงหลุดเสียงครางออกมาเมื่อผมสัมผัสไปถึงตุ่มไตเล็กๆทั้งสองข้างสลับกันไปมา
“รู้มั้ย...พวกผู้ชายน่ะเห็นหน้าอกเป็นเพียงแค่เครื่องเร้าอารมณ์เท่านั้น” ผมก้มลงพูดใกล้กับกลีบปากสีอ่อนที่เม้มกั้นเสียงครางเอาไว้ ทำไมวันนี้ถึงทำตัวน่ารักจังนะ ถ้าเป็นก่อนนั้นคงชกผมคว่ำไปแล้วจริงๆ
“สำหรับนายแค่เพียงตรงนี้....” ผมใช้ข้อนิ้วเรียวเกลี่ยที่ดวงตาเรียวใสที่ยังคงมีน้ำคลอเอาไว้
“ตรงนี้....” ลากไล้ลงมาที่กลีบปากที่ขบเม้ม
“ตรงนี้ก็ด้วย....” ลากไล้สัมผัสผ่านคอขาวเลื้อยยาวผ่านหน้าอกเรียบตึง จนมาหยุดที่หน้าท้องแบนราบและขยับไปจนถึงเอวบางด้านข้าง เรียกเสียงครางให้ดังอื้ออึงขึ้นอีก
“ทุกอย่างที่รวมเป็นนาย...ฉันรักทั้งหมด”
จะเพราะคำพูดของผมหรืออะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้คนน่ารักของผมกำลังโอบรอบคอของผมเอาไว้ รอยยิ้มที่พรายไปพร้อมกับหยาดน้ำตาช่างดูสวยงามจนผมไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองเลยว่าถัดจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น จียงเป็นผู้ชายที่ไม่เหมือนใคร ต่อหน้าคนอื่นจะเข้มแข็งแต่ต่อหน้าผมจะน่ารักและเป็นในแบบที่มีผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้เห็น และไม่ว่าความรักของผมสองคนจะไม่หวาน ไม่เป็นสีชมพู ไม่เป็นเหมือนคู่รักคู่อื่นๆเป็นก็ตาม
สำหรับผมแค่เรามีคำว่ารัก...อยู่ในหัวใจ ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว..........
...............
.....................
.............................
เธอกับฉัน
ที่รวมเป็นเธอนั้นยากจะเข้าใจ...บ่อยไปที่ฉันไม่เข้าใจเหตุผล
ที่รวมเป็นฉันคนนี้...รู้ว่าเธอก็ทน บางอย่างที่ฉันไม่ดีเท่าไหร่
แต่เรามารวมเป็นหนึ่งเดียวหัวใจ....ได้เรียนรู้แล้วถึงใจกันและกัน
โลกสีชมพูสดใส หวานจนหยดสุดท้าย ยังไงก็ดูไม่ใช่รักของเราเลย
เธอกับฉันไม่หวาน แต่เรามีรักจริง มันไม่ใช่ฝันที่ดูสวยงามทุกสิ่ง
แต่สัมผัสได้จริง...ทุกความรู้สึก ไม่เคยจะลืมว่ารักกัน
ยากเย็นแค่ไหนก็ยังจะรักเธอ หากเจอปัญหาก็ไม่เคยเปลี่ยนไป
กับรักที่เรามีนั้น แม้จะเป็นแบบไหนเราก็เข้าใจซึ่งกันและกันได้ดี
แค่เรามีคำว่ารัก...อยู่ในหัวใจ ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว....
….เธอกับฉันไม่หวาน แต่รัก....
THE END
Next........... Shortfic "Jealous" Coming soon!!!
Special Thank. เพลง เธอกับฉัน ของพี่เจมส์ ขอบคุณที่ทำให้กูชินคิดถึงเพลงนี้และเขียนชอร์ตฟิคนี้ออกมา ถึงจะยังไม่ดีเท่าไหร่แต่จะพยายามให้ดียิ่งๆขึ้นไปครับผม